ประโยชน์ของวิตามินอี

ประโยชน์ของวิตามินอี ที่ให้มากกว่าการลดริ้วรอย

“การมีสุขภาพดี” คือ สิ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากจะเป็น การมีร่างกายที่แข็งแรง จะทำให้การทำกิจกรรมต่าง ๆในชีวิต ราบรื่นได้มากขึ้น เพราะว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครอยากที่จะป่วย หรือ เป็นโรคร้ายแรง แน่นอนเลยว่าการรักษาสุขภาพ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเทรนด์รักสุขภาพก็กำลังมาแรง เพราะว่ามันเห็นผลได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเล่นโยคะ การลดน้ำหนัก ซึ่งจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพดีจำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการรับประทานอาหารที่ดี หรือ สารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายด้วย วันนี้พวกเราจะขอพูดถึง ประโยชน์ของวิตามินอี ที่ให้มากกว่าการลดริ้วรอย ถึงแม้ว่าจะเป็นจุดเด่นหลักของวิตามินชนิดนี้ แต่ “วิตามิน E” ก็จะช่วยให้ระบบการทำงานในร่างกายนั้นดีขึ้นได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเรื่องราวของเจ้าสารอาหารชนิดนี้จะมีประโยชน์ที่น่าสนใจอย่างไร ทุกคำตอบของเรื่องนี้ ติดตามอ่านกันได้ในบทความนี้ 


วิตามินอีคืออะไร

ประโยชน์ของวิตามินอี

เริ่มต้นของเรื่อง พวกเราจะต้องทำความรู้จักกับ “วิตามิน อี”  กันก่อน ซึ่งเจ้า วิตามินชนิดนี้ จะเป็นวิตามินที่ร่างกายนั้น ผลิตเองไม่ได้ ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการรับประทานอาหารที่เป็นวิตามินละลายได้ในไขมัน ซึ่งจะมีคุณสมบัติที่จะช่วยให้ร่างกายนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ แน่นอนเลยว่าเป็นหน้าที่สำคัญที่จะเป็นตัว Antioxidant พร้อมกับยั่งช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อ กับ การทำงานของตับ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

สำหรับ “วิตามิน อี” จะมีส่วนช่วยบำรุงตับ โดยตับนั้นจะทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือด แน่นอนเลยว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยที่จะมีเจ้า วิตามิน อี เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำหน้าที่เกี่ยวกับเลือดของตับด้วย โดย วิตามิน อี ยังมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายในเซลล์ รวมทั้งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร จากการศึกษาพร้อมทั้งวิจัย ก็จะพบว่า วิตามินอีนั้น จะเหมาะสมป้องกัน ซ่อมแซมการสึกหรอของเส้นผม ผิว รวมทั้งเล็บได้ และสุดท้ายยังช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของผิว ที่จะช่วยชะลอความแก่ลงได้ 

สรุปได้เลยว่า “วิตามิน อี” จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทั้งในร่างกาย รวมทั้งการแสดงออกภายนอกอีกด้วย แต่ทว่าจะต้องศึกษารูปแบบของวิตามิน ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ไม่เช่นนั้นแล้ว การเป็นประโยชน์จะกลายเป็นพิษ หรือ ผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน 


รูปแบบของวิตามิน

อีกหนึ่งเรื่องที่จะต้องศึกษา นั่นก็คือ “รูปแบบของวิตามิน” โดย วิตามิน อี จะมีความหลากลาย ตัวอย่างเช่น ยาน้ำ แคปซูลแบบนิ่ม อาหารทางการแพทย์ นมทางการแพทย์ วิตามินรวม ซึ่งจะมีวิตามิน อี ประกอบอยู่ด้วย ครีมทาผิว โลชั่นบำรุงผิว รวมทั้งยังมีรูปแบบอย่างอาหารจากธรรมชาติ ซึ่งจะอยู่ในผัก และ ผลไม้ด้วยนั่นเอง 

จะเห็นได้ว่า วิตามิน อี สามารถเลือกได้อย่างหลากหลายวิธีการรับประทาน ซึ่งจะมีหลากหลายรูปแบบให้คุณเลือก ดังนั้นแล้วถ้าคุณจะทานวิตามินชนิดนี้ จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องของ ความต้องการ พร้อมกับ ความรู้ของ วิตามิน อี ชนิดนี้ให้มากขึ้นด้วย 


ร่างกายต้องการ “วิตามิน” อี เท่าไหร่ ?

สำหรับร่างกายของคนทั่วไปนั้น จะต้องการ วิตามินอีวันละ 10 IU ถ้าหากว่าเป็นแบบผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี รวมทั้งรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อยู่เป็นประจำ ก็ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการขาดวิตามิน อี อีกด้วย แต่ทว่าในบางรายนั้นอาจจะต้องการวิตามินชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป เพราะว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องการดูดซึม วิตามิน อี นั่นเอง

สำหรับ วิตามิน อี จากที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า จะอยู่ในอาหารชนิดผัก ผลไม้ นอกจากนั้นจะมีในไข่ กับ อาหารจำพวกถั่ว หรือ ส่วนผสมของถั่วด้วย เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน ถ้าหากว่าคุณเองทานอาหารครบ 5 หมู่อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าร่างกายจะขาดวิตามินชนิดนี้ สำหรับวิตามินอี นั้นจะมีประโยชน์ที่ช่วยให้ร่างกายมีระบบที่ดี รวมไปถึงภายนอกเกี่ยวกับสุขภาพผิว แต่ในความหมายลึก ๆ แล้ว วิตามิน อี ทำได้มากกว่านั้น 


ประโยชน์ของวิตามินอี 

ถ้าหากจะพูดถึง วิตามิน ย่อมเป็นสารที่ร่างกายต้องการ แล้วยังสร้างประโยชน์ให้ร่างกายอย่างแน่นอน เพราะนี่คือหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้ภายใน กับ ภายนอก สามารถทำงานได้อย่างสมดุล ซึ่งประโยชน์ของวิตามินอี จะมีดังต่อไปนี้ 

วิตามินอี ในรูปแบบของยา 

สำหรับ วิตามิน อี ในรูปแบบของยารักษาโรคต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น โรคที่ขาดวิตามินอีในเด็ก ไปจนถึงโรคที่มีการนำวิตามินอีไปใช้นอกข้อบ่งใช้หลัก สามารถใช้รักษาโรคปวดปลายประสาทจากการติดเชื้องูสวัด รวมทั้ง โรคอัลไซเมอร์ด้วย

วิตามิน ในรูปแบบอาหารเสริม 

สำหรับผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม จะมีวิตามินที่ใช้เป็นสารกันหืนในอาหาร รวมทั้งใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายได้อีกด้วย 

วิตามินอี ในรูปแบบ เครื่องสำอาง 

โดยการใช้วิตามินอีในรูปแบบนี้ จะใช้เป็นครีมบำรุงผิว เป็นสารกันหืน พร้อมทั้งให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว แน่นอนว่าจะเป็นส่วนผสมในครีมกันแดด เพราะวิตามินอีนั้นสามารถกรองรังสี ยูวีบี ได้อีกด้วย 

วิตามินอี ต้านอนุมูลอิสระ 

ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด พร้อมกับ การการชะลอวัย ให้ผิวเสื่อมสภาพน้อยลง 

ภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น

แน่นอนเลยว่า วิตามิน อี คืออีกหนึ่งส่วนที่จะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น พร้อมต่อสู้กับไวรัส หรือ เชื้อโรคต่าง ๆที่ต้องประสบอยู่ในทุกวัน รวมทั้งลดอัตราการเกิดของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และ เต้านม ลดการอักเสบของแผล แล้วจะส่งผลไปถึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดด้วย 


แหล่งอาหารที่มีวิตามินอี

ประโยชน์ของวิตามินอี

วิตามิน อี หาได้ไม่ยากเลย ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ แต่ก็จะสามารถรับวิตามินชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายได้จากอาหาร เช่น ไข่ ผัก ผลไม้ อาหารจำพวกถั่ว รวมไปถึงน้ำมันถั่วเหลืองเป็นต้น อีกทั้งยังมีครีมทาผิว โลชั่นบำรุงผิว ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี ซึ่งแน่นอนเลยว่าด้วยคุณสมบัติเด่นที่ช่วยให้ลดเลือนริ้วรอย ทางการแพทย์ ก็ยังมี อา อาหารทางการแพทย์ หรือ นมทางการแพทย์ ที่มีวิตามิน อี อยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่ง อาหารที่มีวิตามินอี จะมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  • น้ำมันพืช น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันข้าวโพดถั่ว น้ำมันดอกคำฝอย 
  • ไข่ ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลชนิดโฮลเกรน แป้งทำขนมปังแบบเสริมวิตามิน ถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี
  • กะหล่ำปลี กะหล่ำดาว ผักขม อะโวคาโด 
  • เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ รวมทั้ง เมล็ดทานตะวัน กับ วอลนัต พีแคน ถั่วลิสง แต่ทว่าจะมี แกมมาโทโคฟีรอลมากเป็นพิเศษ

ซึ่งแน่นอนเลยว่า แหล่งอาหารเหล่านี้ เป็นอาหารที่ตัวเราเองได้ทานอยู่ทุกวัน หรือ ทุก ๆ มื้ออยู่แล้ว ดังนั้นแล้วไม่ต้องกังวลมากเรื่องการขาดวิตามินซี ในคนปกติ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีการดูดซึมวิตามินที่ไม่ดี ก็อาจจะต้องเสริมด้วยยาทางการแพทย์นั่นเอง ในส่วนของเครื่องสำอางก็จะมีวิตามินอี ซ่อนอยู่ เพราะคุณสมบัติจะช่วยลดเลือนริ้วรอยอย่างได้ผลนั่นเอง 


วิตามินอีกับคอลลาเจนทานด้วยกันได้หรือไม่

เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ดีมาก เพราะว่า “วิตามิน อี” สามารถทานคู่กับ “คอลลาเจน” ได้หรือไม่ ? คำตอบก็คือ สามารถทานร่วมกันได้ไม่มีปัญหา เพราะว่าเมื่อเรากินอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินอี เข้าไปแล้วนั้น วิตามินชนิดนี้ จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับ วิตามิน ซี โดยจะทำให้การดูดซึมคอลลาเจนเข้าไปทดแทนในร่างกาย จะได้ผลดีเช่นเดียวกัน เพราะว่า คอลลาเจน กับ วิตามิน ซี ยังทำงานร่วมกันได้อย่างดี ส่วน วิตามิน อี ก็ทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดียวกัน แต่ทว่าต้องระวังในปริมาณที่ทานเข้าไปสำหรับวิตามินชนิดนี้ อาจจะต้องจำกัด เพราะเมื่อได้รับมากเกินไป อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้มากกว่าผลดี ดังนั้นความพอดี พอเหมาะคือสิ่งที่ดีที่สุด และนี่คือคำตอบของคำถามนี้ 


เรื่องราวของ วิตามิน อี ที่ต้องรู้ 

ประโยชน์ของวิตามินอี

สำหรับในจุดนี้จะขอเสริมเรื่องราวของวิตามิน อี ที่คุณเองจะต้องรู้เอาไว้บ้าง เช่น ถ้าร่างกายขาดวิตามินชนิดนี้ จะเป็นอย่างไร เสี่ยงโรคร้ายอะไรบ้าง หรือ อาหารของคนที่รับวิตามินชนิดนี้ไม่เพียงพอ จะเป็นอย่างไร รวมไปถึงผู้ที่ได้รับวิตามินชนิดนี้มากเกินไปจะส่งผลเสียอย่างไร ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดจะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

เมื่อร่างกายขาดวิตามินอี 

เมื่อร่างกายของเรานั้น ขาด วิตามินอี จะเสี่ยงต่อโรค กล้ามเนื้อฝ่อ,โรคโลหิตจาง,โรคเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย รวมไปถึงโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ด้วย 

ได้รับวิตามินอี ไม่เพียงพอ 

เมื่อได้รับวิตามินอี ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยปกติแล้วร่างกายถึงแม้จะไม่ค่อยได้ขาดวิตามินชนิดนี้ก็ตาม แต่เมื่อมีปัญหาเรื่องการดูดซึมไขมัน ตัวอย่างเช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน รวมทั้งลำไส้ อาจจะผิดปกติได้ อีกทั้งมีปัญหาอื่น ๆ ตามมาดังต่อไปนี้

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาในการกลอกตา รวมทั้ง ทรงตัวได้ยาก
  • สูญเสียการรับสัมผัส รวมทั้งการตอบสนองต่อสิ่งเร้า และ สูญเสียความรู้สึกทางกาย 
  • มีผิวหนังที่แห้ง หยาบกร้าน
  • ถ้าหากว่าเกิดขึ้นในวัยเด็ก จะเป็นโรคขาดโปรตีน ชนิดควาชิออร์กอร์อย่างรุนแรง รวมไปถึงการเกิดโลหิตจากชนิดเม็ดเลือดแดงโต กับ เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่าย มีการขับครีอะตีนออกมาในปัสสาวะด้วย
  • กรณีที่ขาดวิตามินอีมาก อาจจะทำให้ไต กับ ตับถูกทำลายได้ 
  • ในผู้หญิงมีครรภ์จะมีภาวะขาดวิตามินอี อาจจะทำให้คลอดก่อนกำหนด อีกทั้งเด็กที่คลอดออกมาก็จะมีระดับวิตามินอีในเลือดต่ำ ทำให้เส้นเลือดฝอยนั้นแตกง่าย
  • ข้อแนะนำ สำหรับผู้หญิงที่ย่างเข้าสู่วัยทองนั้น ก็ควรรับประทานวิตามินอี ให้มากขึ้น 

เมื่อได้รับวิตามินอี ที่มากเกินไป

สำหรับร่างกายของคนเรานั้น เมือได้รับวิตามินชนิดนี้มากเกินไป ก็จะก่อให้เกิดผลเสียตามมาได้เช่นกัน โดยการได้รับ วิตามิน อี วันละ 300 มิลลิกรัมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อ่อนเพลีย มีอาการซึม ปวดท้อง มีสายตาพร่ามัน มีอาการปวดท้อง อาการซึม ถ้าหากว่าได้รับสูงกว่านี้ หรือ มากกว่า 2,000 มิลลิกรัม ก็จะทำให้กล้ามเนื้อนั้น ไม่มีแรง รวมทั้ง ริมฝีปากอักเสบด้วย ดังนั้นแล้วจึงจะต้องทานวิตามินอีให้เพียงพอ ถ้าไม่ขาด อย่าทานเพิ่ม ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะส่งผลเสียได้ดังที่กล่าวมาข้างต้น อีกทั้งการมีโรคประจำตัวอยู่ ก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์ประจำตัว ก่อนที่จะเพิ่มอาหารเสริมอย่างวิตามินอี เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว


เรียกได้ว่า ประโยชน์ของวิตามินอี เพียงชนิดเดียว สามารถมีข้อมูลที่สำคัญมากมายที่คุณจะต้องรู้จักอีกมาก แน่นอนเลยว่า วิตามิน อี ไม่ได้แต่เพียงแค่ลดริ้วรอย หรือ มีอยู่ในเครื่องสำอางเพียงเท่านั้น แต่ทว่าการรับประทานอาหารเสริมวิตามินอี หรือ การได้รับวิตามินชนิดนี้อย่างพอเพียง ก็จะส่งผลให้ระบบอวัยวะในร่างกายที่สำคัญอย่าง ตับ กับ ไต สามารถทำงานได้อย่างปกติ ยิ่งไปกว่านั้นแล้วเราจะได้เรียนรู้ด้วยว่า การขาดวิตามินอี จะส่งผลให้เกิดอาการใดบ้าง หรือ โรคร้ายแรงใดได้บ้าง ซึ่งโดยรวมแล้วนั้นจะสรุปได้ว่า วิตามินชนิดนี้มีประโยชน์มากต่อร่างกาย ทำงานคู่กับ คอลลาเจนได้เป็นอย่างดี และ แน่นอนเลยว่าผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ทานผัก ผลไม้ อาหารครบ 5 หมู่ ยังไงแล้ว วิตามินชนิดนี้ก็ไม่ได้ขาดไปไหน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม ก็ต้องหมั่นเช็คตัวเองด้วย เพราะร่างกายกาย จะต้องดีทั้งภายใน และ ภายนอก ซึ่ง “วิตามิน อี” คือ ตัวซ่อมแซมชั้นเยี่ยม ที่จะช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีมากขึ้น 


อ้างอิงจาก:

วิตามินอี ( Vitamin E ) คืออะไร หาได้จากแหล่งไหน ? – AM Pro Health

วิตามิน อี E ตัวช่วยลดริ้วรอย | โรงพยาบาลเปาโล – Paolo Hospital

วิตามินอี ดีต่อสุขภาพและความงาม – รามา แชนแนล (mahidol.ac.th)